CLOUDSPHERE

ข่าวเกม เรื่องราวสนุกจากญี่ปุ่น และอีกมากมาย

พาคนญี่ปุ่นไปงานจับมือ BNK48
BNK48

พาคนญี่ปุ่นไปงานจับมือ BNK48 เรียบร้อยขนาดไหนมาดูกัน

พาคนญี่ปุ่นไปงานจับมือ BNK48 เรียบร้อยขนาดไหนมาดูกัน

สวัสดีครับ บทความนี้เป็นเหมือนบันทึกเรื่องราวแสนงดงามจากการที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาส พาคนญี่ปุ่นไปงานจับมือ BNK48 ที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2019 ที่ผ่านมา

ซึ่งอย่างที่เรารู้กันดีว่า BNK48 ก็มีกลุ่มแฟนคลับชาวญี่ปุ่นที่เค้าติดตามและชื่นชอบวงของไทยเราอยู่เช่นกัน โดยสามารถอ้างอิงข้อมูลได้จากช่อง CLOUDSPHERE ที่ผู้ชายคนนั้นได้ทำคลิปคนญี่ปุ่นคิดยังไงกับ BNK48 มาแล้วหลายคลิป

ซึ่งคนกลุ่มนั้น ถ้าเราได้ไถทวิตเตอร์หรือส่องเว็บบอร์ดโกะจัง ก็จะพบได้ว่าเค้าก็มาจับมือน้องๆอยู่เรื่อยๆอยู่แล้ว แต่วันนี้ผมจะพาชายคนนึงที่ไม่เคยรู้จัก BNK48 มาก่อนเลยพามาป้ายยาระดับ ultimate ให้เรียบร้อยกันถึงกึ๋นถึงไส้ถึงม้ามเลยทีเดียว

โดยชายญี่ปุ่นคนดังกล่าวก็มีนามว่า “วากิวซัง” ชายแดนปลาดิบอายุวัยกลางคน แต่งงานแล้ว และอาศัยอยู่ในแถบคันไซของญี่ปุ่น เค้าได้เคยมีประสบการณ์ไปจับมือที่ญี่ปุ่นมาแล้วเมื่อราวๆ 10 ปีก่อน โดยคามิโอชิของเค้าก็คือ ทาคามินะนั่นเอง

โดยก่อนมางานนี้ ผมได้ทำการป้ายยาในระดับเบื้องต้นแล้วซึ่งก็คือการแนะนำเมมเบอร์ที่เค้าควรรู้จักคร่าวๆ และที่น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่น ได้แก่ ชาปุรัง มิวจิก โมบารุ เหล่านี้ซึ่งเค้าพอได้เห็นรูปของเมมเบอร์ดังกล่าวก็ยกนิ้วเยี่ยมให้เลยว่าน่ารักจริง

เมื่อพอไปถึงงาน ผมก็พาเค้าแนะนำป้ายสแตนดี้ของเหล่าน้องๆ ที่วางอยู่หน้าทางเข้าก่อน ซึ่งในบรรดารุ่น 2 คนที่เค้าเห็นรูปแล้วพูดขึ้นมาเลยว่า น่ารัก ก็คือน้องมิวนิค และ น้องฟ้อนด์ ซึ่งก็เข้าข่ายทฤษฎีที่ผมเคยคิดไว้แล้วว่า ในบรรดารุ่น 2 จะมีเมมเบอร์อยู่ราวๆ 4-5 คนที่เป็นสเป็คคนญี่ปุ่น แล้วทั้งมิวนิคและฟ้อนด์อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย และเมื่อน่ารักขนาดนี้ก็ต้องถ่ายรูปคู่กับป้ายน้องๆให้เป็นความทรงจำอันตราตรึงไปซักรูปสองรูป

มิวนิค BNK48 ฟ้อนด์ BNK48

และเมื่อเข้าไปในงาน เป้าหมายแรกผมตั้งใจจะให้แกไปเรียบร้อยกับน้องมิวสิคที่ขึ้นชื่อเรื่องความนิยมในกลุ่มคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่ก็พบว่าแถวยาวเอามากๆ ซึ่งกลัวแกรอไม่ไหวก็เลยมองหาคนอื่นแทนที่น่าจะเป็นที่ถูกใจของคนญี่ปุ่นแล้วแถวไม่ยาวซึ่งใน ขณะนั้น ก็คือโมบาย นั่นเอง (แถวประมาณ 3 ใน 4 ของ 1 ขด) ซึ่งก็รอแค่ราวๆ 15 นาทีได้ถึงได้จับ

แล้วการมาครั้งแรกแบบนี้อยู่ดีๆจะส่งแกเข้าไปลุยเดี่ยวมันก็กะไรอยู่ กลัวเค้าไม่เข้าใจ (เพราะถึงจะจับมือเหมือนกันแต่ญี่ปุ่นกับไทยก็มีความแตกต่างกันอยู่่ในบางรายละเอียด) ผมก็เลยต่อแถวกับเค้าไปจับโมบายด้วยละกัน และเมื่อเค้าไปจับโมบาย ก็ทำให้ได้บทสนทนา หรือ แถวบ้านเราเรียกว่า รีพอร์ตงานจับมือดังนี้

วากิว: โมบารุจัง สู้ๆนะครับ(ภาษาไทยสำเนียงญี่ปุ่น)
โมบาย: ภาษาไทยเก่งจัง (ญี่ปุ่น)
วากิวเขินตัวบิด พร้อมกับหัวเราะแก้เขิน พอกรุ้มกริ่ม
โม:น่าร๊ากก (ญี่ปุ่น)
วา: ขอบคุณครับ , สู้ๆครับ (ญี่ปุ่น)
โม: อะริกาโตะ

วากิวยืนเขินทำตัวไม่ถูก ไม่ปล่อยมือ ในขณะที่ สต๊าฟบอกหมดเวลามาสัก1-2 วิแล้ว ผมก็เลยตะโกนแกจากข้างหลังเป็นภาษาญี่ปุ่นว่าหมดเวลาแล้ว ประมาณ 3 ครั้งถ้วนทำให้แกปล่อยมือจากโมบาย

หลังจากนั้นเราก็พากันมาทำการปฐมพยาบาลกันเบื้องต้นด้านนอกhallเพราะสภาพหัวใจที่วากิวซังโดนโมบายยิงเข้าไปจนพูดไม่เป็นภาษาคนสักเท่าไหร่

ผมถามแกว่าพูดอะไรกันบ้าง แกใช้เวลานึกพอสมควรเลย แถมตอนแรกไม่อยากจะบอกด้วย เพราะเค้าบอกว่ามันเป็นความลับระหว่างสองคน (ฟังแล้วอยากถีบ) พอแกหลุดจากภวังค์แกก็เล่าให้ฟังว่า ตอนโมบายชมและจ้องหน้าเค้านั้น เค้าเหมือนหลุดเข้าไปในสวรรค์ (天国) และเสียงตะโกนข้างหลังที่บอกว่าหมดเวลา (ผม) ก็เหมือนเสียงยมทูตจากขุมนรก (地獄)

แกบอกว่าโมบายหน้าตาเหมือน ซายุริงโกะ (Matsumura Sayuri ของnogizaka46) ซึ่งคุณวากิวก็ชอบซายูริงโกะมากอยู่แล้ว แล้วมาเจอโมบายที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงในระยะประชิดแถมชมว่าน่ารัก+พูดญี่ปุ่นใส่ มันจะไปเหลืออะไรล่ะครับ ว่าแล้วก็พาแกไปถ่ายคู่กับป้ายรูปโมบายให้แกได้เก็บไว้เป็นความทรงจำที่แสนงดงาม

โมบาย BNK48โมบาย BNK48-2

พอได้ที่เราก็พากันเข้าไปในHallอีกรอบเพื่อหาคนจับมือรายใหม่ ซึ่งผมก็คิดในใจแล้วว่าอยากหาเมมที่น่าจะมีคนญี่ปุ่นชอบและ”อาจจะ” ไม่มีคนญี่ปุ่นไปจับมือน้องๆสักเท่าไหร่ และผมก็มองไปในแถวของเด็กสาวคนนึงนามว่าปูเป้ ซึ่งแถวก็แค่ครึ่งขดเท่านั้น จึงได้ทำการป้ายยาแกให้ไปจับมือกับสาวน้อยชิไฮนินอนาคตคนนี้

แน่นอนว่าในตอนแรกแกไม่กล้าเข้าไป เพราะแกเกรงใจผม บวกกับ แกไม่รู้อะไรเกี่ยวกับปูเป้เลยแม้แต่นิดเดียว (คือมารู้จักในงานจับมือนั่นแหละ) ซึ่งผมก็ได้บอกเค้าไปว่า ปูเป้มีความเป็นเหมือนพารุรุ แกก็เลยพอจินตนาการภาพออก ซึ่งกว่าแกจะยอมเข้าไปผมก็ยืนกดดัน+ป้ายยา ให้แกเข้าไปให้ได้อยู่ราวๆ 10 นาทีเลยทีเดียว และก็ได้ผลดังนี้

วากิว: คุณปูเป้ สู้ๆนะ (ภาษาไทยสำเนียงญี่ปุ่น)
เป้: %#¥$$#%#€$¥€$¥ (วากิวฟังไม่ออก)
เป้:ญี่ปุ่นไหม?
วากิว:ญี่ปุ่นคับ
เป้:อะริกาโตะ
หมดเวลา

พอเดินออกมา สิ่งที่แกพูดก็สร้างความประหลาดใจให้แก่กลุ่มเพื่อนผมเป็นอย่างมากก็คือ วากิวบอกว่า ตอนไปจับมือคุณปูเป้ ท่าทางและความรู้สึกของคุณปูเป้ ช่างเป็นคนที่อบอุ่น(暖かい) อีกทั้งเธอท่าทางเป็นคนใจดี (優しそう) ซึ่งหลายๆคนได้ยินดังนั้นก็คิดว่าเค้าเข้าผิดเลนหรือเปล่า แต่สำหรับผม เข้าใจว่าเป้เป็นคนแบบนี้แหละ ถ้าใครด่าเป้ ต่อยกับผมได้ครับ

ปูเป้ BNK48

และเมื่อถึงตอนเย็นกับบัตรจับมือ 1 ใบที่เหลือ (ได้มา4ใบ) ก็ถึงเวลาที่จะให้แกไปจับกับเมมเบอร์คนนึงที่แกปลาบปลื้มมาตั้งแต่เห็นครั้งแรกแล้วอย่าง รตา ผมก็เลยพาแกไปเรียบร้อยขั้นสุดท้ายถึงที่

ซึ่งพอเป็นรตา แกก็ดูไม่ค่อยมีทีท่าเกรงใจหรือจะปฎิเสธเหมือนคนก่อนๆ ทำให้แกรีบเข้าไปจับได้โดยง่าย แล้วก็ได้บทสนทนามาดังนี้

วากิว: คุณรตา สู้ๆนะครับ (สำเนียงญี่ปุ่น)
รตา: มาจากญี่ปุ่นหรอคะ?(รตาพูดญี่ปุ่น)
วากิวตกใจที่น้องพูดญี่ปุ่น เลยตอบแค่ว่า ”ครับ”
วากิว : สู้ๆนะครับ (ภาษาญี่ปุ่น)
รตา : อาริกาโตะ
หมดเวลา

ซึ่งสำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว การที่เค้าได้เจอคนที่พูดภาษาเค้าได้ เค้าจะปลาบปลื้มกับคนนั้นเป็นพิเศษ แล้วนี่คือมาเจอคนที่ชอบอยู่แล้วพูดญี่ปุ่นใส่แบบนี้ คุณจะใช้คำว่า ทั้ง ระระระเรียบร้อย เกม หรือ เสียอาการ อะไรก็แล้วแต่มารวมกันมันก็คงไม่เพียงพอต่อสิ่งที่คุณวากิวเป็นอย่างแน่นอน

ตอนแกเดินออกมาจากเลนจับมือรตา แกยิ้มไม่หุบอยู่ตลอดเวลา ผมก็เลยรีบพาแกไปย้ำแผลฟกช้ำ ด้วยการพาไปเทรดโซน เพื่อมองหารูป photoset ของรตา ซึ่งแกก็จัดมาระดับคอมพ์เลยทีเดียว แถมมีบอกด้วยว่าจ่ายได้สบาย (ง่อววว)

พาคนญี่ปุ่นไปงานจับมือ BNK48

แล้วเราก็พากันกลับบ้าน พาไปกินข้าวเย็น เพื่อให้แกอิ่มทั้งท้องและอิ่มทั้งใจ แกก็พูดว่า งานจับมือของไทยนี่ก็เจ๋งดี เพราะระหว่างที่เรารอจับมือนั้น เราสามารถมองเลนข้างๆได้สบายๆ ทำให้สามารถมองเห็นทั้งเมมเบอร์ที่ตัวเองกำลังรอจับมือ รวมถึงเลนข้างๆอีกด้วย เหมือนอยู่ในสวนดอกไม้ยังไงยังงั้น

ซึ่งต่างจากญี่ปุ่นที่เวลาต่อคิวจะมีเหมือนกำแพงมาบัง ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นทั้งเมมที่เรากำลังจะจับมือหรือเมมคนอื่นเลย (คล้ายๆ two shot ของบ้านเราที่ผ่านมา) จึงทำให้เกิดการตกข้ามเลนได้โดยยาก (แต่แบบที่มองเมมเลนอื่นคล้ายๆบ้านเราก็มีนะ)

เรียบร้อยยย

และนี่ของทั้งหมดที่แกได้จากงานนี้ครับ ซึ่งก็เรียกได้ว่าเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลยทีเดียว ผมลองถามแกอีกครั้งดูว่า ถ้ามีโอกาสไปงานจับมือของ BNK อีกจะไปไหม แกตอบ yes แบบไม่คิดเลยทีเดียว ซึ่งถึงจุดนี้ก็คงรู้ใช่ไหมครับว่าต้องพูดว่าอะไร

1 COMMENTS

LEAVE A RESPONSE

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *